ทุกวันนี้หลายคนหันมาทำธุรกิจส่วนตัวกันมากขึ้น เพราะนอกจากจะได้เป็นนายของตัวเองแล้ว ยังเป็นโอกาสที่จะมีรายได้แบบอินฟินิตี้ แต่ปัญหาชวนปวดหัวที่ตามมา ก็คือ “การเสียภาษีบุคคลธรรมดา” ที่หลายคนมองว่าเป็นเรื่องซับซ้อน น่าปวดหัว และบางครั้งก็ทำให้ไม่กล้าลงมือทำในธุรกิจได้อย่างเต็มที่ เพราะกลัวว่าจะคำนวณผิด หรือโดนภาษีย้อนหลัง
มีรายได้จากธุรกิจส่วนตัวต้อง เสียภาษีบุคคลธรรมดา อย่างไร? จะถูกจัดอยู่ในประเภทไหน? หักค่าใช้จ่ายอะไรได้บ้าง? รวมถึงขั้นตอนการคำนวณภาษีต้องทำอย่างไรให้ถูกต้อง บทความนี้จะมาอธิบายแบบเข้าใจง่าย พร้อมยกตัวอย่างให้ทุกคนสามารถนำไปใช้ได้จริงค่ะ ถ้าพร้อมแล้วลุยกันเลย
ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาคืออะไร?
ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา คือ ภาษีที่เก็บจากรายได้ของบุคคลธรรมดา ไม่ว่าจะเป็นรายได้จากงานประจำ รับจ้างฟรีแลนซ์ หรือรายได้จากการทำธุรกิจส่วนตัว (รับเงินเข้าส่วนตัว ยังไม่ได้จดเป็นบริษัท)
คำนวณอย่างไร: ภาษีบุคคลธรรมดาจะคำนวณจากรายได้สุทธิ x อัตราภาษีที่กฎหมายกำหนด ซึ่งแบ่งเป็นขั้นบันได
และรายได้สุทธิ คำนวณมาจากสูตรนี้ค่ะ รายได้สุทธิ = รายได้ – ค่าใช้จ่าย – ค่าลดหย่อน
เดดไลน์: การยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาต้องยื่นภายในวันที่ 1 มกราคม ถึง 31 มีนาคม ของปีถัดไป
การเตรียมข้อมูลอย่างรอบคอบช่วยให้เราสามารถหลีกเลี่ยงปัญหาเรื่องการถูกภาษีย้อนหลังได้ค่ะ และถ้าใครอยากยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาด้วยตัวเอง ดูเพิ่มเติมที่นี่เลย
ใครต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาบ้าง?
ผู้มีหน้าที่ เสียภาษีบุคคลธรรมดา ได้แก่
- บุคคลธรรมดา
- ห้างหุ้นส่วนสามัญที่ไม่ใช่นิติบุคคล
- คณะบุคคลที่ไม่ใช่นิติบุคคล
- ผู้ถึงแก่ความตายระหว่างปีภาษี
- กองมรดกที่ยังไม่ได้แบ่ง
โดยเงินได้ที่ต้องนำมาคำนวณภาษี เรียกว่า “เงินได้พึงประเมิน” ซึ่งครอบคลุมรายได้จากแหล่งในประเทศและแหล่งนอกประเทศตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดค่ะ
ปกติแล้ว คนทั่วไปที่ทำธุรกิจส่วนตัว ก็จะถือเป็นประเภท “บุคคลธรรมดา” เมื่อมีเงินจากการทำธุรกิจล่ะก็ พี่สรรพากรเค้าบอกว่า ต้องยื่นภาษีบุคคลธรรมดาด้วยนะจ๊ะ (เดี๋ยวจะหาว่าไม่เตือน ฮ่าๆ)
ทำธุรกิจส่วนตัว ถือเป็นเงินได้ประเภทอะไร?

เวลาที่เราจะยื่นภาษีเราต้องรู้ก่อนนะคะว่าตัวเองมีรายได้ประเภทไหน
ตามกฎหมายระบุประเภทรายได้ที่ต้องเสียภาษี ว่ามีทั้งหมด 8 ประเภท ดังนี้ เงินได้พึงประเมิน 40(1) – 40(8)
แต่บทความนี้เราจะมาพูดถึง รายได้จากการทำธุรกิจส่วนตัวกันค่ะ ซึ่งโดยทั่วไปจะมี 3 ประเภท ได้แก่
เงินได้ประเภทที่ 40(2)
รายได้จากการให้บริการหรือทำงานอิสระ เช่น ฟรีแลนซ์ นักออกแบบ หรือที่ปรึกษา ค่าธรรมเนียมต่าง ๆ รวมถึงเบี้ยประชุม
เงินได้ประเภทที่ 40(7)
รายได้จากการรับเหมาที่ผู้รับเหมาต้องลงทุนด้วยการจัดหาสัมภาระในส่วนสำคัญ เช่น การรับเหมาก่อสร้าง
เงินได้ประเภทที่ 40(8)
รายได้จากธุรกิจ การค้าขาย การเกษตร การอุตสาหกรรม การขนส่ง หรือการขายอสังหาริมทรัพย์ รวมถึงธุรกิจอื่น ๆ ที่ไม่ได้อยู่ในประเภทที่ 1-7
ซึ่งการทำธุรกิจส่วนตัวถูกจัดอยู่ใน 8 ประเภทตามกฎหมายนี้ค่ะ โดยเฉพาะประเภทที่ 40(8) ที่ครอบคลุมที่มาของแหล่งรายได้ทั้งหมดที่ไม่ได้ระบุใน 40(1) – 40(7)
ยกตัวอย่างเช่น
- นายเอ มีงานประจำ และแอบรับงานทำ Graphic ส่วนตัวนอกเหนือจากงานประจำ ถือว่ามีรายได้ประเภท 40(2) การทำงานอิสระ
- นายบี ทำงานเป็นออแกไนเซอร์ รับจัดงานแต่งงาน โดยเตรียมอุปกรณ์ทุกอย่างตั้งแต่เวที ดอกไม้ พิธีกร เขายังไม่ได้จดบริษัท เพราะว่าช่วงนี้คนอยู่ก่อนแต่งเยอะ จัดงานวิวาห์น้อย แบบนี้ถือว่ามีรายได้ประเภท 40(7) การรับเหมา
- นายซี เพิ่งออกจากงานประจำมาเปิดร้านขายอุปกรณ์การเกษตรที่บ้าน และขายออนไลน์ด้วย แบบนี้ถือว่ามีรายได้ประเภท 40(8) จากการพาณิชยกรรมค่ะ
ทุกคนรู้ไหมว่า การระบุประเภทของรายได้ที่ถูกต้องมีความสำคัญมากในการ เสียภาษีของบุคคลธรรมดา เพราะจะส่งผลต่ออัตราการหักค่าใช้จ่ายนั่นเองค่ะ
เงินได้แต่ละประเภทหักค่าใช้จ่ายได้เท่าไร
เมื่อเรารู้ถึงประเภทของรายได้แล้ว ต่อมาเรามาดูกันค่ะ ว่ารายได้แต่ละประเภทหักค่าใช้จ่าย ได้เท่าใด

40(1) เงินได้จากการจ้างแรงงาน เช่น เงินเดือน ค่าจ้าง โบนัส เบี้ยเลี้ยง หักค่าใช้จ่ายแบบเหมา 50% ของรายได้ แต่ไม่เกิน 100,000 บาท (ยกเว้นเงินได้ประเภทที่ 1 และ 2 จากต่างประเทศ ให้หักค่าใช้จ่ายตามจริง)
40(2) เงินได้จากหน้าที่หรือตำแหน่งงานที่ทำ หรือการรับทำงานให้ หักค่าใช้จ่ายแบบเหมา 50% ของรายได้ แต่ไม่เกิน 100,000 บาท
จากภาพ จะเห็นได้ว่า 40(1) และ 40(2) จะคำนวณเงินได้รวมกันค่ะ
40(7) เงินได้จากการรับเหมาก่อสร้างที่ต้องลงทุน หักค่าใช้จ่ายตามจริงหรือเหมารวม 60% ถ้าคิดว่าอัตราเหมา 60% น้อยเกินไปก็สามารถใช้อัตราค่าใช้จ่ายตามจริงได้ (แต่ต้องทำบัญชีนะ)
40(8) เงินได้จากการทำธุรกิจ การค้าขาย การเกษตร หรือการอุตสาหกรรม หักค่าใช้จ่ายตามจริงหรือเหมารวม 40% หรือ 60% ขึ้นอยู่กับลักษณะของธุรกิจ
ค่าใช้จ่ายเหล่านี้ช่วยลดฐานรายได้ที่จะนำไปคำนวณภาษีได้เยอะทีเดียวเลยค่ะ
ตัวอย่างการคำนวณภาษีกรณีค้าขายในนามบุคคล
สมมติธุรกิจของเรามีรายได้จากการซื้ออุปกรณ์การเกษตรมาขายปีละ 500,000 บาท ซึ่งจัดอยู่ในเงินได้ประเภทที่ 40(8) และเลือกหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาที่ 60% เราจะคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้ตามนี้

1. ขั้นตอนการคำนวณรายได้สุทธิ
- รายได้รวม 500,000 บาท
นี่คือรายได้ทั้งหมดที่เราได้รับตลอดปีภาษีจากกิจการค้าขาย ซึ่งยังไม่หักค่าใช้จ่ายหรือค่าลดหย่อนใด ๆ ค่ะ - หักค่าใช้จ่ายแบบเหมา ตามเกณฑ์หักค่าใช้จ่ายของเงินได้ประเภทที่ 40(8) สามารถหักได้ 60% ของรายได้รวม ดังนี้
- 60% x 500,000 = 300,000 บาท
- รายได้สุทธิหลังหักค่าใช้จ่าย นำรายได้รวมมาหักค่าใช้จ่าย
- รายได้สุทธิ = 500,000 – 300,000 = 200,000 บาท
2. ขั้นตอนการนำรายได้สุทธิไปลดหย่อนภาษี
เมื่อได้รายได้สุทธิแล้ว เราจะนำรายได้ที่เหลือไปหักค่าลดหย่อนต่าง ๆ ซึ่งกฎหมายกำหนดไว้อย่างชัดเจน ได้แก่
- ค่าลดหย่อนส่วนตัว: 60,000 บาท
- ค่าลดหย่อนบุตร (กรณีมีบุตร) 30,000 บาท
- ดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้านเพื่ออยู่อาศัยจ่ายจริง 90,000 บา่ท
ดังนั้น
- รายได้สุทธิหลังหักค่าลดหย่อน = 200,000 – (60,000 + 30,000 + 90,000) = 20,000 บาท
รายการลดหย่อนยังไม่หมดเพียงเท่านี้ อยากรู้ว่ามีอะไรอีกบ้าง มาดูที่บทความนี้เลย
ลดหย่อนภาษี Update ประจำปี 2567
3. คำนวณภาษีตามอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาใช้อัตราแบบขั้นบันได ซึ่งรายได้สุทธิ 20,000 บาท อยู่ในขั้นแรกของอัตราภาษี 0-150,000 บาท ซึ่งไม่ต้องเสียภาษี
- รายได้สุทธิ = 20,000 บาท
- อัตราภาษี = ยกเว้น
4. สรุปผลการคำนวณภาษี
จากการคำนวณภาษีประจำปี กรณีนี้เราไม่ต้องเสียภาษี เนื่องจากรายได้สุทธิหลังหักค่าใช้จ่าย และค่าลดหย่อนยังอยู่ในเกณฑ์ที่ได้รับการยกเว้นตามขั้นบันไดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาค่ะ
บทสรุป ทำธุรกิจส่วนตัวเสียภาษีบุคคลธรรมดาอย่างไร
สำหรับคนที่ทำธุรกิจส่วนตัวไม่ใช่ การยื่นภาษีไม่ใช่เรื่องที่น่ากลัวหรือซับซ้อน ถ้าเราเข้าใจหลักการสำคัญ อย่างการจำแนกประเภทของรายได้ให้ถูกต้อง การเลือกวิธีหักค่าใช้จ่าย และลดหย่อนที่เหมาะสม
หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์กับทุกคนที่ทำธุรกิจส่วนตัวทุกคนนะคะ
FAQ: ยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา สำหรับธุรกิจส่วนตัว
Q1: ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาคืออะไร และคำนวณอย่างไร?
A1: ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา คือ ภาษีที่เก็บจากรายได้ของบุคคลธรรมดา ไม่ว่าจะเป็นเงินเดือน งานฟรีแลนซ์ หรือรายได้จากธุรกิจส่วนตัว รายได้สุทธิ = รายได้ – ค่าใช้จ่าย – ค่าลดหย่อน จากนั้นคูณกับอัตราภาษีแบบขั้นบันได กฎหมายกำหนดให้ยื่นภายในวันที่ 1 ม.ค.–31 มี.ค. ของปีถัดไป
Q2: ใครต้องยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาบ้าง?
A2: ผู้ที่ต้องยื่นได้แก่: บุคคลธรรมดา, ห้างหุ้นส่วนสามัญที่ไม่ใช่นิติบุคคล, คณะบุคคลที่ไม่ใช่นิติบุคคล, ผู้ถึงแก่ความตายระหว่างปีภาษี, กองมรดกที่ยังไม่ได้แบ่ง
Q3: การทำธุรกิจส่วนตัวถือเป็นเงินได้ประเภทไหน?
A3: ส่วนใหญ่จะอยู่ใน 3 ประเภท: 40(2) งานอิสระ/ฟรีแลนซ์, 40(7) งานรับเหมาก่อสร้าง/ลงทุนจัดหาสัมภาระ, 40(8) ธุรกิจ การค้าขาย การเกษตร อุตสาหกรรม ขนส่ง หรือขายอสังหาริมทรัพย์
Q4: รายได้แต่ละประเภทหักค่าใช้จ่ายได้เท่าไร?
A4: ตัวอย่างสำคัญ: 40(2) หักค่าใช้จ่ายเหมารวม 50% ของรายได้ แต่ไม่เกิน 100,000 บาท, 40(7) หักค่าใช้จ่ายตามจริงหรือเหมา 60%, 40(8) หักค่าใช้จ่ายตามจริงหรือเหมา 40–60% ขึ้นอยู่กับธุรกิจ
Q5: ตัวอย่างการคำนวณภาษีสำหรับธุรกิจส่วนตัวแบบง่ายๆ เป็นอย่างไร?
A5: สมมติรายได้ปีละ 500,000 บาท (ประเภท 40(8)) หักค่าใช้จ่ายแบบเหมา 60% → รายได้สุทธิ = 200,000 บาท หลังหักค่าลดหย่อน เช่น ส่วนตัว 60,000 บาท, บุตร 30,000 บาท, ดอกเบี้ยบ้าน 90,000 บาท → รายได้สุทธิ 20,000 บาท อยู่ในเกณฑ์ยกเว้นภาษี (0–150,000 บาท)
เสียภาษีบุคคลธรรมดา ไม่กล้ายื่นภาษีบุคคลธรรมดาเอง ใช้บริการยื่นภาษีสำหรับมือใหม่ ติดต่อ Line: @zerotoprofit
ติดตาม Zero to Profit ได้ที่
Facebook: https://facebook.com/ZerotoprofitTH/
Blockdit: https://www.blockdit.com/zerotoprofit


