ภาษีธุรกิจเฉพาะคืออะไร? ห้ามพลาด บริษัทมีเงินให้กู้ยืมกรรมการต้องเข้าใจสิ่งนี้

ภาษีธุรกิจเฉพาะคืออะไร? ห้ามพลาด บริษัทมีเงินให้กู้ยืมกรรมการต้องเข้าใจสิ่งนี้

คนทำธุรกิจมักจะพลาดเกี่ยวกับภาษีธุรกิจเฉพาะบ่อยๆ เพราะเข้าใจผิดว่ากิจการของเราไม่จำเป็นต้องจ่ายภาษีนี้ เอ๊ะๆๆ แต่ในความเป็นจริงแล้วหลายบริษัทต้องจ่ายภาษีตัวนี้ (แต่ไม่เคยรู้ตัวมาก่อน) ทราบเรื่องอีกทีก็งานเข้า เจอค่าปรับบาน วันนี้นุชเลยจะพาทุกคนมารู้จักว่า ภาษีธุรกิจเฉพาะคืออะไร? อัตราเท่าไร คำนวณอย่างไร และถ้าในงบการเงินมีเงินให้กู้ยืมแก่กรรมการต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะหรือไม่ ถ้าพร้อมแล้วลุยกันเลยค่ะ

เนื้อหา ซ่อน

ภาษีธุรกิจเฉพาะคืออะไร?

ภาษีธุรกิจเฉพาะ ภาษาอังกฤษ คือ Specific Business Tax หมายถึง ภาษีที่กรมสรรพากรจัดเก็บจากกิจการประเภทพิเศษทั้งแบบบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลซึ่งมีที่มาของรายได้แตกต่างจากกิจการอื่น ๆ นอกเหนือจากที่ได้รายรับมาจากการซื้อขายสินค้าและบริการ โดยมีจุดประสงค์เพื่อเรียกเก็บแทนภาษีการค้าที่ถูกยกเลิกไปเมื่อปี พ.ศ. 2535 และบังคับใช้เรียกเก็บภาษีไปพร้อมกับภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยส่วนใหญ่จะเป็นกิจการประเภทตามด้านล่างนี้ที่ต้องมีหน้าที่เสียภาษีธุรกิจเฉพาะให้กับรัฐค่ะ

ถ้าอ่านจากข้างบนนี้ ทุกคนก็น่าจะคิดว่า

  • เราทำธุรกิจทั่วไปมีรายได้มาจากการซื้อขายสินค้าบริการ
  • แถมยังจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม เสีย VAT ทุกเดือน

กิจการของเราเข้าเงื่อนไขแบบนี้ก็น่าจะรอดจากภาษีธุรกิจเฉพาะแน่นอน…..แต่ๆๆๆ ช้าก่อน เราลองมาทำความเข้าใจเพิ่มเติม กันอีกสักนิดค่ะ ว่า การเสียภาษีธุรกิจเฉพาะนั้นต้องดูที่ประเภทรายได้ และถ้าเรามีรายได้หลายทาง (หรือเสมือนว่ามีรายได้ตามกฎหมายกำหนด) เราก็เข้าข่ายต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะด้วยนะ

ภาษีธุรกิจเฉพาะใครจ่ายบ้าง เสียภาษีธุรกิจเฉพาะ กี่เปอร์เซนต์?

กิจการที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ ให้กรมสรรพากรมี 8 ประเภทกิจการด้วยกัน มักจะเป็นกิจการที่ได้รายรับขั้นสุดท้ายมาจากวงเงินกู้ ดอกเบี้ย ค่าเบี้ยประกัน มูลค่าที่ดิน รวมถึงแหล่งที่มาของรายได้อื่น ๆ ซึ่งประมวลรัษฎากรเห็นว่า คำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มได้ยาก

ในขณะเดียวกัน แต่ละกิจการจะมีฐานภาษีที่ต่างกัน ส่งผลให้มีอัตราภาษีธุรกิจเฉพาะ ในเปอร์เซนต์ที่ต่างกันด้วย

ลองมาดูสรุปด้านล่างนี้ว่าใครต้องจ่ายภาษีธุรกิจเฉพาะบ้าง และจ่ายที่อัตรากี่ % ค่ะ

ประเภทกิจการฐานภาษีอัตราภาษีร้อยละ
1.   กิจการธนาคาร,ธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์, ธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ และการประกอบกิจการเยี่ยงธนาคารพาณิชย์ดอกเบี้ย ส่วนลด ค่าธรรมเนียม ค่าบริการ หรือกำไรก่อนหักรายจ่าย ใดๆ จากการซื้อหรือขายตั๋วเงินหรือ ตราสารแสดงสิทธิในหนี้ใด ๆ3.0
กำไรก่อนหักรายจ่ายใดๆ จากการ แลกเปลี่ยนหรือซื้อขายเงินตรา การออกตั๋วเงินหรือการส่งเงินไปต่างประเทศ3.0
2.   กิจการรับประกันชีวิตดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียม ค่าบริการ2.5
3.   กิจการโรงรับจำนำดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียม2.5
เงิน ทรัพย์สิน ค่าตอบแทน หรือ ประโยชน์ใดๆ อันมีมูลค่าที่ได้รับ หรือพึงได้รับจากการขายของที่ จำนำหลุดเป็นสิทธิ2.5
4.   การค้าอสังหาริมทรัพย์รายรับก่อนหักรายจ่ายใดๆ0.1
5.   การขายหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์รายรับก่อนหักรายจ่ายใดๆ0.1 (ยกเว้น)
6.   การซื้อและการขายคืนหลัก ทรัพย์ที่ได้รับอนุญาตจาก คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และ ตลาดหลักทรัพย์กำไรก่อนหักรายจ่ายใดๆ จากการขายคืนหลักทรัพย์ แต่ไม่รวมถึง ดอกเบี้ย เงินปันผล หรือประโยชน์ใดๆ ที่ได้จากหลักทรัพย์3.0
7.   ธุรกิจแฟ็กเตอริงดอกเบี้ย ส่วนลด ค่าธรรมเนียม หรือค่าบริการ3.0
8.   การประกอบกิจการตามพระราชกฤษฎีกาฉบับที่ 469ดอกเบี้ย ส่วนลด ค่าธรรมเนียม หรือค่าบริการ0.01
กำไรก่อนหักรายจ่ายใดๆ จากการ แลกเปลี่ยนหรือซื้อขายเงินตรา0.01
กำไรก่อนหักรายจ่ายใดๆ จากการขายคืนหลักทรัพย์0.01

เพราะฉะนั้น หากกิจการไหนเข้าข่ายว่าจะต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ จะต้องทำการยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีธุรกิจเฉพาะ ภายในวันที่ 30 นับตั้งแต่วันที่เริ่มกิจการ ด้วยการยื่นแบบคำขอ ภ.ธ.01 นั่นเองค่ะ

ภาษีธุรกิจเฉพาะคืออะไร? ใครต้องจ่ายบ้าง
ภาษีธุรกิจเฉพาะคืออะไร? ใครต้องจ่ายบ้าง

มีบัญชีเงินให้กู้ยืมกรรมการ ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะหรือไม่?

อ่านมาถึงตรงนี้ หลายคนก็น่าจะฟันธงว่า ธุรกิจเราไม่ได้ทำการธนาคาร หรือขายอสังหา ก็น่าจะรอดใช่ไหมล่ะคะ?

แต่ๆๆๆ ช้าก่อน (อีกแล้วหรอ) นุชอยากให้ลองโฟกัสไปที่คำว่า “การประกอบกิจการเยี่ยงธนาคารพาณิชย์”

การประกอบกิจการเยี่ยงธนาคารพาณิชย์ คือ กิจการที่ให้กู้ยืมเงิน ค้ำประกัน แลกเปลี่ยนเงินตรา ออก ซื้อ หรือขายตั๋วเงิน หรือรับส่งเงินไปต่างประเทศด้วยวิธีต่าง ๆ

ดังนั้น การที่กิจการให้กู้ยืมเงินและมีรายรับจากดอกเบี้ย ก็ถือเป็นกิจการที่ประกอบกิจการเยี่ยงธนาคาร ที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะนั่นเองค่ะ

แต่สรรพากรก็ใจดีบอกว่า ถ้าไม่ได้ทำเป็นปกติธุระ (ให้กู้เป็นครั้งคราว) “ไม่ต้องจดทะเบียนภาษีธุรกิจเฉพาะ (ภ.ธ.01)” ได้นะ อ่านเพิ่มเติม ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เรื่อง การกำหนดกิจการที่ไม่ต้องจดทะเบียนภาษีธุรกิจเฉพาะลงวันที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2535

ธุรกิจมีเงินให้กู้ยืม ภาษีธุรกิจเฉพาะคิดยังไง?

พอเข้าใจแล้วว่า ภาษีธุรกิจเฉพาะคืออะไร และการที่กิจการ (บริษัท) มีเงินให้กู้ยืมแก่กรรมการ จะต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ แต่ไม่ต้องจดทะเบียนภาษีธุรกิจเฉพาะ ประเด็นถัดมาคือ แล้วภาษีธุรกิจเฉพาะคิดยังไง ต้องเริ่มต้นจากตรงไหน

นุชขอแบ่งเป็น 2 หมวดให้ทุกคนเข้าใจง่ายๆ แบบนี้ค่ะ

  1. กรณีให้กู้ยืมแบบมีดอกเบี้ย ณ ราคาไม่ต่ำกว่าตลาด ==> ฐานภาษีคิดจากรายได้ดอกเบี้ย ที่จ่ายกันจริงๆ
  2. กรณีให้กู้ยืมแบบไม่มีดอกเบี้ย หรือ ดอกเบี้ยต่ำกว่าตลาด ==> ฐานภาษีคิดจากรายได้ดอกเบี้ย คำนวณ ณ ราคาตลาด (แม้ไม่ได้จ่ายกันจริงก็ไม่รอด ฮือๆ)

ทุกคนต้องทำความเข้าใจจุดนี้ดีๆ นะคะ เพราะตอนทำสัญญากู้ยืมเงินระหว่างผู้กู้กับผู้ให้กู้นั้น เราจะคิดดอกเบี้ยหรือไม่คิดก็ได้ (แล้วแต่ตกลง) แต่ในทางภาษี ไม่มีอะไรได้มาฟรีๆ ดังนั้น ถ้าไม่คิดดอกเบี้ยและจ่ายภาษี อาจเสี่ยงโดนกรมสรรพากรตรวจสอบและเรียกเก็บภาษีย้อนหลังได้ เนื่องจากไม่มีเหตุสมควรในการคิดราคาดอกเบี้ยต่ำกว่าตลาด เลยเป็นที่มาที่ไปว่าไม่ว่าจะทำสัญญาแบบไหน ตอนคิดภาษีธุรกิจเฉพาะยังไงก็ต้องจ่าย (ไม่รอดทุกกรณีน้า)

เงินให้กู้ยืมกรรมการ เสียภาษีธุรกิจเฉพาะอย่างไร
เงินให้กู้ยืมกรรมการ เสียภาษีธุรกิจเฉพาะอย่างไร

ถัดมาอยากให้ทุกคนลองดูตัวอย่างการคำนวณภาษีธุรกิจเฉพาะกันที่ละขั้นตอนเลยค่ะ

1. คำนวณรายได้ดอกเบี้ยรับ

  • ดอกเบี้ยรับ = เงินต้น × อัตราดอกเบี้ย (ต่อปี) × ระยะเวลาที่กู้ (วัน/365)

ข้อควรระวัง: อย่าลืมเช็กอัตราดอกเบี้ยกับราคาตลาด

  • ถ้าบริษัทไม่มีเงินกู้จากธนาคาร ใช้อัตราเงินฝากประจำ
  • ถ้าบริษัทมีเงินกู้จากธนาคาร ใช้อัตราเงินกู้ที่ได้รับจากธนาคาร

2. คำนวณภาษีธุรกิจเฉพาะ

  • ภาษีธุรกิจเฉพาะที่ต้องชำระ = ดอกเบี้ยรับ × อัตราภาษี + ภาษีท้องถิ่น (10 % x ภาษีธุรกิจเฉพาะ)

ทั้งนี้ มีข้อระวังที่นักบัญชีทุกคนต้องรู้ นั่นคือ ตอนทำสัญญากู้ยืมเงินระหว่างผู้กู้กับผู้ให้กู้นั้นจะคิดดอกเบี้ยหรือไม่คิดก็ได้ แต่พอนักบัญชีทำภาษีแล้วพบว่าสัญญากู้ยืมเงินนี้ไม่ได้กำหนดภาษีเอาไว้ อาจเสี่ยงโดนกรมสรรพากรตรวจสอบและเรียกเก็บภาษีย้อนหลังได้ เนื่องจากไม่มีเหตุสมควรในการคิดราคาดอกเบี้ยต่ำกว่าตลาด เพราะฉะนั้น นักบัญชีต้องพิจารณาก่อนว่า เงินต้นมาจากไหน จากนั้นกำหนดอัตราดอกเบี้ย เพื่อเป็นฐานในการคำนวณภาษีธุรกิจเฉพาะนั่นเองค่ะ

ตัวอย่างวิธีคำนวณภาษีธุรกิจเฉพาะ

ตัวอย่าง 1 : บริษัททำสัญญากู้ยืม และมีดอกเบี้ยชัดเจน ไม่ต่ำกว่าราคาตลาด

  • เงินให้กู้ 1,000,000 บาท ดอกเบี้ย 2 % ต่อปี → ดอกเบี้ยรับ 20,000 บาท
  • SBT* = 20,000 × 3 % = 600 บาท
  • ภาษีท้องถิ่น = 600 × 10 % = 60 บาท
  • ภาษีที่ต้องจ่ายรวม 660 บาท

ตัวอย่าง 2 : บริษัทไม่มีสัญญาเงินกู้ กรมสรรพากรปรับดอกเบี้ยเป็นราคาตลาด (ต้นทุนเงินฝากประจำธนาคาร)

  • เงินให้กู้ 1,000,000 บาท
  • กิจการมีไม่มีเงินกู้แบงก์ → สรรพากรใช้ ดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 2.50 % เป็นฐาน
  • ดอกเบี้ยรับตามราคาตลาด = 25,000 บาท
  • SBT* = 25,000 × 3 % = 750 บาท
  • ภาษีท้องถิ่น = 750 × 10 % = 75 บาท
  • ภาษีที่ต้องจ่ายรวม 825 บาท

ตัวอย่าง 3 : บริษัทไม่มีสัญญาเงินกู้ กรมสรรพากรปรับดอกเบี้ยเป็นราคาตลาด (ต้นทุนเงินกู้ธนาคาร)

  • เงินให้กู้ 1,500,000 บาท ไม่คิดดอกเบี้ย ระยะเวลา 90 วัน
  • กิจการมีต้นทุนกู้แบงก์ 6.75 % ต่อปี → ใช้เป็นฐานคำนวณ
  • ดอกเบี้ยรับตามราคาตลาด = 1,500,000 × 6.75 % × (90/365) ≈ 24,794 บาท
  • SBT* = 24,794 × 3 % ≈ 744 บาท
  • ภาษีท้องถิ่น = 744 × 10 % ≈ 74 บาท
  • ภาษีที่ต้องจ่ายรวม 818บาท

* SBT ย่อมาจาก Specific Business Tax (ภาษีธุรกิจเฉพาะ)

ยื่นแบบภาษีเงินได้ธุรกิจเฉพาะภายในเมื่อไร?

แบบภาษีเงินได้ธุรกิจเฉพาะ ภ.ธ.40 คือ แบบที่ต้องยื่นชำระภาษี เป็นรายเดือนทุกเดือนที่มีการจ่ายชำระดอกเบี้ย ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป

ถ้ายื่น‑ชำระภาษีเกินกำหนด จะถูกปรับและเสียเงินเพิ่ม 1.5 % ต่อเดือนของภาษีขาดส่งนะคะ

ภาษีเงินได้ธุรกิจเฉพาะจ่ายเมื่อไร
ภาษีเงินได้ธุรกิจเฉพาะจ่ายเมื่อไร

สรุปภาษีธุรกิจเฉพาะคืออะไร?

ในบทความนี้คิดว่าทุกคนคงเข้าใจแล้วว่า ภาษีธุรกิจเฉพาะคืออะไร? ซึ่งเป็นภาษีที่จัดเก็บจากกิจการที่มีรายได้จากดอกเบี้ย ค่าประกัน ผลตอบแทน มูลค่าที่ดิน ส่วนลด ค่าธรรมเนียม ตามที่กฎหมายกำหนด ส่วนใหญ่ ได้แก่ ธนาคารพาณิชย์ สถาบันการเงินที่ให้บริการปล่อยเงินกู้ กิจการรับประกันชีวิต โรงรับจำนำ แต่ทั้งนี้ ถ้ากิจการไหนมีบัญชีเงินให้กู้ยืมเงินกรรมการจะถือว่า ทำธุรกรรมที่เข้าข่ายเยี่ยงธนาคารพาณิชย์ จะต้องคำนวณภาษีธุรกิจเฉพาะ และยื่นแบบ ภ.ธ.40 ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไปกันด้วยนะคะ ล่าช้าเนี่ย โดนปรับหลายบาทเลยน้า ~

นอกจากภาษีธุรกิจเฉพาะ มีภาษีอะไรบ้างที่คนทำธุรกิจต้องรู้ เปิดบริษัท ต้องเสียภาษีอะไรบ้าง สรุปไว้ให้ที่นี่แล้วจ้า

คำถามพบบ่อย ภาษีธุรกิจเฉพาะ

Q: ภาษีธุรกิจเฉพาะ ต่างจาก ภาษีมูลค่าเพิ่มอย่างไร?

A: ภาษีธุรกิจเฉพาะ ตามมาตรา 91/2 ประมวลรัษฎากร = มุ่งจัดเก็บจากการประกอบกิจการขายสินค้าหรือบริการที่คำนวณหามูลค่าเพิ่มได้ยาก

ภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามมาตรา 77/2 ประมวลรัษฎากร = มุ่งจัดเก็บจากการประกอบกิจการขายสินค้าหรือการให้บริการทั่วไป ที่สามารถคำนวณหามูลค่าเพิ่มได้

ถ้ารายได้เสียภาษีธุรกิจเฉพาะแล้วจะไม่เสียภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือถ้าเสียภาษีมูลค่าเพิ่มแล้วจะไม่เสียภาษีธุรกิจเฉพาะ เพราะเป็นการซ้ำซ้อน

Q: ภาษีธุรกิจเฉพาะใครเป็นคนจ่าย?

A: คนที่ต้องจ่ายภาษีธุรกิจเฉพาะ คือ คนที่มีรายได้จากการทำธุรกิจเฉพาะ เช่น คนให้กู้ยืม คือ คนที่มีรายได้จากการได้รับดอกเบี้ย หรือคนที่ขายที่ดิน คือ คนที่มีรายได้จากการได้รับค่าขายอสังหาริมทรัพย์

Q: ภาษีธุรกิจเฉพาะอยู่หมวดบัญชีอะไร?

ภาษีธุรกิจเฉพาะ ถือเป็นค่าใช้จ่ายทางบัญชี เมื่อบันทึกบัญชีจะถูกบันทึกใน หมวด 5 ค่าใช้จ่ายบริหาร หรือค่าใช้จ่ายด้านภาษีอื่นๆ ตอนปิดงบการเงินต้องบอกนักบัญชีว่าให้เช็กดีๆ ว่ามีการคำนวณภาษีธุรกิจเฉพาะเป็นค่าใช้จ่ายไว้หรือไม่ หากยังไม่ได้นำส่งในงวด อย่าลืมบันทึกค่าใช้จ่ายและตั้งค่าใช้จ่ายค้างจ่ายไว้ด้วย

Q: ภาษีธุรกิจเฉพาะ ขายบ้านคิดอย่างไร?

ภาษีธุรกิจเฉพาะ ขายบ้าน ผู้ขายต้องจ่ายโดยคิดในอัตรา 3.3% ของราคาขายหรือราคาประเมิน แล้วแต่อย่างใดจะสูงกว่า เงื่อนไข คือ เสียเมื่อผู้ขายครอบครองบ้านน้อยกว่า 5 ปี หรือเป็นการขายเพื่อการค้ากำไร แต่ถ้าผู้ขายมีชื่อในทะเบียนบ้านเกิน 1 ปี จะได้รับการยกเว้นภาษีธุรกิจเฉพาะ 

นอกจากภาษีธุรกิจเฉพาะ มีภาษีอะไรบ้างที่คนทำธุรกิจต้องรู้ เปิดบริษัท ต้องเสียภาษีอะไรบ้าง สรุปไว้ให้ที่นี่แล้วจ้า

มีเงินให้กู้ยืมกรรมการเยอะ แต่ไม่เสียภาษีธุรกิจเลย อยากทำให้ถูกต้อง ติดต่อ Line: @zerotoprofit

ผู้สร้างสรรค์คอนเทนต์ด้านบัญชีธุรกิจ ที่เชื่ออย่างสุดหัวใจว่า การทำบัญชีช่วยให้ธุรกิจมีกำไร ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง