จ่ายเงินเดือนให้ตัวเองต้องคิดอะไรบ้าง?

สรุปวิธีคิดเงินเดือนเจ้าของธุรกิจ

จ่ายเงินเดือนให้ตัวเองต้องคิดอะไรบ้าง?

เปิดธุรกิจมาสักพัก อยากดึงเงินออกมาใช้บ้างต้องทำยังไง?

เปิดร้านแล้วเงินในร้านเยอะมาก แต่เงินส่วนตัวไม่ค่อยพอใช้เลย แก้ปัญหายังไงดี?

จ่ายเงินเดือนตัวเองสัก 1 แสนแบบนี้สรรพากรจะว่าพี่หรือเปล่า?

ถ้าใครกำลังตั้งคำถามกับตัวเองแบบนี้อยู่ แล้วยังหาทางออกให้ตัวเองไม่ได้ ลองมาทำความเข้าใจเรื่องเงินเดือนและผลตอบแทนของเจ้าของธุรกิจกัน แล้วคุณจะรู้ว่า อ้อ…ที่แท้มันต้องคิดแบบนี้นี่เอง

1.เราทำประโยชน์อะไรให้ธุรกิจบ้าง

ถ้าใครติดตาม Zero to Profit ก็น่าจะรู้ว่าเราย้ำกับทุกคนอยู่เสมอว่า ให้มองแยกกันระหว่าง “ส่วนตัว” และ “ธุรกิจ” เพราะมันช่วยให้เราบริหารหลายๆ อย่างได้ชัดเจนขึ้น

ก่อนจะไปคิดเงินเดือนให้กับตัวเอง ลองมานั่งคิดกันก่อนว่าทุกวันนี้เราทำประโยชน์อะไรให้กับธุรกิจบ้าง?

เราทำ “ประโยชน์” อะไรให้กับธุรกิจบ้าง มันสำคัญยังไง

ความสำคัญก็คือ มันจะช่วยบอกเราได้ว่าเจ้าของธุรกิจเนี่ยควรจะมีผลตอบแทนจากอะไรได้บ้าง ยกตัวอย่างเช่น

  • ถ้าเราให้เงินทุน = ควรได้รับปันผล
  • ถ้าเราให้กู้ยืม = ควรได้รับดอกเบี้ย
  • ถ้าเราให้เช่าทรัพย์สิน = ควรได้รับค่าเช่า
  • ถ้าเราเป็นคนบริหารงาน = ควรได้รับเงินเดือน

ทั้งหมดนี้เป็นตัวอย่างผลตอบแทนที่เจ้าของธุรกิจควรจะได้รับ (ถ้าเราได้ทำประโยชน์ให้กับธุรกิจจริง)

ถ้าทำประโยชน์ให้แบบไหน ผลตอบแทนก็จะแตกต่างกันไปตามแต่ละประเภท

และในส่วนเงินเดือน น่าจะเป็นผลตอบแทนที่คำนวณยากที่สุดในบรรดาตัวอย่างที่เรายกมา เพราะว่าอ้างอิงจากคนอื่นก็ยาก ไม่เหมือนค่าเช่า หรือเงินกู้

แล้ววิธีคิดเงินเดือนให้ตัวเองแบบเบสิคพื้นฐาน เราคิดจากอะไรได้บ้าง และต้องเช็คอะไรอีกบ้าง ลองมาดูวิธีการกัน

2.เช็ครายจ่ายส่วนตัว

ทุกคนคงสงสัยใช่ไหมว่ารายจ่ายส่วนตัวเกี่ยวอะไรกับ “เงินเดือน” ที่เราจะได้จากธุรกิจ?

ถ้าเราลองย้อนกลับไปคิดง่ายๆ ตอนเริ่มต้นธุรกิจ เราก็คาดหวังว่าการทำธุรกิจจะช่วยเลี้ยงชีพเราได้ แทนที่จะเป็นพนักงานออฟฟิศตลอดไป หรือมันควรจะหาเงินให้เราเพิ่มจากงานประจำใช่ไหมล่ะ

ทีนี้ถ้าธุรกิจจะเลี้ยงชีพเราได้จริง มันก็ต้องมีเงินเพียงพอ ที่จะดูแลรายจ่ายส่วนตัวของเราเองในแต่ละเดือนจริงไหม

แล้วเราจะเอาเงินออกจากออฟฟิศมาใช้เท่าไรดี เรื่องนี้ก็ต้องย้อนกลับสำรวจตัวเองอีกทีว่า แต่ละเดือนเราใช้เงินจริงๆ เท่าไรกันแน่

ลองแบ่งเป็นหมวดหมู่ง่ายๆ แบบนี้ก็ได้

  • ค่าใช้จ่ายประจำวัน เช่น ค่าเดินทาง ค่าเสื้อผ้า ค่ากินอยู่
  • ที่อยู่อาศัย เช่น ค่าเช่า ค่าส่วนกลาง ค่าซ่อมแซมบ้าน
  • น้ำไฟ โทรศัพท์ อินเตอร์เน็ต
  • หนี้ส่วนตัว บางคนมีหนี้บัตรเครดิต หนี้ กยศ. รวมหนี้ที่ต้องเคลียร์ตรงนี้ไว้ด้วย
  • เก็บออม แบ่งเป็น 2 อย่างขั้นต่ำ คือ เงินฉุกเฉิน กับ เงินออมตอนเกษียญ

ยิ่งถ้าใครจดบัญชีรับจ่ายส่วนตัวไว้ เราจะรู้เลยว่า เดือนๆ นึงเนี่ย ชีวิตเราต้องใช้เงินเท่าไรบ้าง อาจจะมากหรือน้อยก็แตกต่างกันไปตามแต่บุคคลนะ

แต่สิ่งสำคัญที่ต้องได้จากตรงนี้ คือ ต้องรู้ยอดรวมแต่ละเดือน เพื่อไปคิดเงินเดือนต่อได้

และแถมท้ายนิดนึงส์ ไหนๆ ก็รวบรวมค่าใช้จ่ายส่วนตัวไว้แล้ว ลองคิดสัดส่วนค่าใช้จ่ายตามประเภทดูว่ารายจ่ายแต่ละอย่างเนี่ยมันเป็น % เท่าไรบ้างของรายจ่ายทั้งหมด เพราะสุดท้ายเราอาจจะถึงบางอ้อว่า จริงๆ แล้วเราไม่ได้ต้องการเงินเดือนเยอะ แต่เราจ่ายเงินสุรุ่ยสุร่ายต่างหากล่ะ555 (แอดมินเองก็ถึงบางอ้อเช่นกันว่า ค่ากินของเรามันเกินหน้าค่าใช้จ่ายหลายอย่างไปเยอะเลย Y Y)

ถ้าเป็นแบบนี้ต้องแก้ที่ตัวเองก่อนเลย แล้วค่อยไปคิดเรื่องตั้งเงินเดือนในลำดับถัดไป

3.เช็คกำไรขาดทุนธุรกิจ

ถัดมาเราพอจะรู้ตัวเลข รายจ่ายส่วนตัว ที่ช่วยให้เราคิดเงินเดือนต่อเดือนคร่าวๆ ได้แล้ว

ทีนี้เราลองมาดูกันต่อ ในฝั่งธุรกิจเองเราต้องเช็คกำไรขาดทุนด้วยเช่นกัน ว่าจ่ายเงินเดือน และผลตอบแทนอื่นๆ แล้ว ธุรกิจยังมีกำไรเหลือหรือเปล่า

เริ่มต้นจากสมการง่ายๆ

รายได้ – ค่าใช้จ่าย = กำไรขาดทุน

เงินเดือน ค่าเช่า ดอกเบี้ย เป็นส่วนนึงของค่าใช้จ่าย  

ส่วนเงินปันผล เป็นผลตอบแทนที่จ่ายหลังจากธุรกิจมีกำไร

ทีนี้ลองคิดเล่นๆ ถ้าธุรกิจต้องจ่ายค่าใช้จ่ายเหล่านี้ให้กับเจ้าของตามความเป็นจริง แล้วสุดท้ายธุรกิจยังมีกำไรอยู่รึป่าว

เพียงเท่านี้มันก็ช่วยตอบคำถามของธุรกิจได้แล้วว่า ธุรกิจที่เราทำมีกำไรดีพอหรือไม่

คำว่า “ดีพอ” ในทีนี้ วัดจากการจ่ายผลตอบแทนแบบปกติให้กับเจ้าของ ถ้าจ่ายแล้วธุรกิจขาดทุน แปลว่า ตอนนี้เรายังต้องพัฒนาหลายสิ่งในธุรกิจอีกเยอะเลยล่ะ

4.เช็คเงินสดธุรกิจ

นอกจากเรื่องกำไร เงินสดเองก็สำคัญไม่แพ้กัน

ถ้าพอจะรู้แล้วว่าจะจ่ายเงินเดือนตัวเองเท่าไร ค่าเช่า ดอกเบี้ย ปันผลมีมั้ย ให้มาดูเรื่องเงินสดกันต่อว่า ถ้าจ่ายเงินค่าตอบแทนทั้งหมดออกไปแล้ว ธุรกิจจะยังรอดหรือเปล่า

จากสมการนี้

เงินเข้า – เงินออก = เงินเหลือ

ถ้าจ่ายเงินออกไปเป็นค่าตอบแทนแล้ว เงินยังเหลือพอใช้จ่ายในธุรกิจมากกว่า 6 เดือนและหมุนได้ต่อเนื่องไปเรื่อยๆ แบบนี้เราสบายใจได้เลยล่ะ ว่าเงินส่วนนี้เราเอาไปใช้จ่ายส่วนตัวได้ไม่ต้องกังวล

แต่ถ้าเงินออกไปแล้ว เงินสดที่เหลือยู่ติดลบ สุดท้ายธุรกิจไม่มีเงินหมุน เจ้าของธุรกิจก็เป็นคนแรกๆ ที่ต้องซัพพอร์ทเงินเข้ามาอยู่ดี

ทีนี้…จะมีประโยชน์อะไรที่จะจ่ายค่าตอบแทนออกไป ถ้าธุรกิจยังยืนไม่ได้ด้วยตัวเอง สุดท้ายเราก็ต้องหันกลับมาบริหารเงินธุรกิจให้อยู่รอดเหมือนเดิม จริงไหมล่ะ

ไม่ว่าเราจะทำธุรกิจแบบไหน การจ่ายเงินเดือนหรือผลตอบแทนให้ตัวเองไม่ใช่เรื่องที่ผิด

แต่สิ่งสำคัญที่ควรทำความเข้าใจ คือ  เราจะบาลานซ์ยังไง ให้ตัวเองได้ผลตอบแทนที่พอใจ กับ ความอยู่รอดของธุรกิจ

เพราะอย่าลืมว่า หากธุรกิจไปไม่รอด ตัวเราเองก็จะพลอยลำบากไปด้วย แต่ในทางกลับกันหากเราไม่ได้รับผลตอบแทนใดๆ กลับมาจากธุรกิจเลย ก็ไม่แฟร์สักนิดกับเวลาที่เสียไปให้กับธุรกิจจริงไหมล่ะ

ปรึกษาปัญหาบัญชีธุรกิจ หาโปรแกรมบัญชีที่ใช่สำหรับธุรกิจคุณ ติดต่อ

Line: @zerotoprofit หรือ https://lin.ee/36U1ks0Y

ติดตาม Zero to Profit ได้ที่

Facebook: https://facebook.com/ZerotoprofitTH/

Blockdit: https://www.blockdit.com/zerotoprofit

ผู้ร่วมก่อตั้งเว็บบล็อก Zero to Profit ที่อยากให้เรื่องบัญชีเป็นเรื่องง่ายและใกล้ตัวสำหรับเจ้าของธุรกิจ